โภชนาการและการเลือก · บทความ

ค่าโภชนาการของสูตรอาหารคำนวณอย่างไร และทำไมไม่เคยตรงเป๊ะ

แคลอรีบนแพ็กมาจากการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการหรือการคำนวณจากสูตร ทั้งสองวิธีเป็นที่ยอมรับ และทั้งสองบอกค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ค่าของแพ็กที่อยู่ในมือคุณพอดี

ทีมบรรณาธิการ Plate Mate · เผยแพร่ · 5 นาทีในการอ่าน

ภาพประกอบจานอาหารและไอคอนโปรตีน ในสีของ Plate Mate
ภาพประกอบ

ซื้อเมนูเดียวกันสองครั้ง แพ็กหนึ่งอาจได้ซอสมากกว่าหนึ่งช้อน อีกแพ็กได้เนื้อมากกว่านิดหน่อย แต่ฉลากทั้งสองแพ็กแสดงแคลอรีและสารอาหารเท่ากัน เพราะตัวเลขบอกค่าของปริมาณที่วางแผนไว้ ไม่ใช่แพ็กที่อยู่ในมือคุณ

ตัวเลขนี้มาได้สองทาง คือจากห้องปฏิบัติการที่วิเคราะห์ตัวอย่าง หรือจากการคำนวณตามสูตร เมื่อรู้ว่ามาจากทางไหน และฉลากคลาดเคลื่อนได้แค่ไหน ก็จะรู้ว่าควรเชื่อตัวเลขนี้มากน้อยเพียงใด

ห้องปฏิบัติการหรือสูตร ยอมรับทั้งสองทาง

ตามกฎของสหภาพยุโรป ค่าโภชนาการที่แสดงบนฉลากเป็น ค่าเฉลี่ย ซึ่งได้จากการวิเคราะห์ของผู้ผลิต การคำนวณจากค่าเฉลี่ยของวัตถุดิบที่ทราบหรือที่ใช้จริง หรือการคำนวณจากข้อมูลที่ยอมรับกันทั่วไป (แนวทางของคณะกรรมาธิการยุโรป) นี่เป็นกฎของสหภาพยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย แต่แสดงให้เห็นว่าการคำนวณจากสูตรเป็นวิธีปกติ ไม่ใช่ทางลัด

ห้องปฏิบัติการวัดตัวอย่างหนึ่งได้แม่นยำมาก แต่บอกได้แค่ค่าของตัวอย่างนั้น เอกสารอบรมของ FAO/INFOODS ระบุว่าผลวิเคราะห์ของสูตรอาหารแม่นยำสำหรับวัตถุดิบชุดนั้นชุดเดียว ซึ่งมักปรุงโดยคนคนเดียว เมื่อวัตถุดิบหรือวิธีปรุงเปลี่ยน ผลนั้นก็ใช้ได้น้อยลง การวิเคราะห์ซ้ำทุกเมนูทุกครั้งที่ปรับสูตรยังมีค่าใช้จ่ายสูงด้วย ส่วนการคำนวณปรับได้ง่ายเมื่อสูตรเปลี่ยน และสะท้อนสูตรที่วางไว้ ไม่ใช่การปรุงเพียงรอบเดียว แต่ต้องพึ่งค่าเฉลี่ยของวัตถุดิบ และสมมติฐานว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างปรุง

ห้าขั้นจากสูตรสู่ฉลาก

  1. จดวัตถุดิบทุกชนิดพร้อมน้ำหนัก รวมน้ำมันทอด ซอส น้ำ และเกลือ ใช้เฉพาะส่วนที่บริโภคได้ ไม่รวมกระดูก เปลือก หรือเศษที่ตัดทิ้ง
  2. จับคู่วัตถุดิบกับข้อมูลองค์ประกอบอาหาร เช่น "อกไก่ ดิบ" หรือ "ข้าวขาว ยังไม่หุง"
  3. รวมสารอาหาร โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และพลังงานของอาหารทั้งชุด
  4. ปรับตามการปรุง ค่าผลผลิต (yield factor) คือร้อยละการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักเนื่องจากการปรุง เช่น เนื้อเสียน้ำ ข้าวดูดน้ำ ส่วนค่าการคงอยู่ (retention factor) คือสัดส่วนของสารอาหารที่เหลืออยู่หลังการเตรียม แปรรูป เก็บอุ่น หรืออุ่นซ้ำ ที่สูญเสียส่วนใหญ่คือวิตามินและแร่ธาตุ
  5. แบ่งเป็นที่ หารค่ารวมด้วยจำนวนแพ็ก หรือหารด้วยน้ำหนักหลังปรุงเพื่อได้ค่าต่อ 100 กรัม

จากระบบการคำนวณหลายแบบ FAO/INFOODS แนะนำ "วิธีผสม" ที่ใช้ค่าผลผลิตระดับสูตร และค่าการคงอยู่ระดับวัตถุดิบ

ทำไมแพ็กจริงจึงต่างจากฉลาก

แนวทางของคณะกรรมาธิการยุโรประบุเหตุผลไว้ ตั้งแต่การใช้ค่าจากการคำนวณแทนการวิเคราะห์ ความแม่นยำของการวิเคราะห์ ไปจนถึงความแตกต่างของวัตถุดิบ ผลของการแปรรูป ความคงตัวของสารอาหาร และการเก็บรักษา สำหรับอาหารปรุงสุก นอกจากเรื่องการแบ่งใส่แพ็กที่กล่าวไปแล้ว มีอีกสามเรื่องที่มีผลมากที่สุด

วัตถุดิบไม่เหมือนกัน

ไขมันในเนื้อ น้ำในผัก และน้ำตาลในผลไม้เปลี่ยนไปตามสายพันธุ์ ฤดูกาล และส่วนที่ใช้ ค่าในฐานข้อมูลเป็นค่าเฉลี่ย และค่าเฉลี่ยไม่เคยเท่ากับไก่ที่อยู่บนเขียงพอดี

น้ำและไขมันระหว่างปรุง

การต้มข้าวหรือถั่วทำให้อาหารดูดน้ำเพิ่ม การทอดเนื้อหรืออบขนมปังทำให้เสียน้ำ ส่วนการทอดแบบน้ำมันท่วมทำให้ทั้งเสียน้ำและดูดซับไขมันเพิ่ม (Bognár, 2002) น้ำจะระเหยไปเท่าไรขึ้นกับปัจจัยที่คาดเดายาก เช่น หม้อ อุณหภูมิ และเวลา USDA เผยแพร่ค่าผลผลิตจากการปรุงด้วยเหตุผลเดียวกัน คือเพื่อคำนวณองค์ประกอบของอาหารสุกจากอาหารดิบ (USDA ARS) รายละเอียดอยู่ใน น้ำหนักดิบกับน้ำหนักสุก

คนคำนวณก็พลาดได้

FAO/INFOODS สรุปความผิดพลาดที่พบบ่อย เช่น ลืมนับน้ำหรือน้ำมันทอด ไม่หักส่วนที่บริโภคไม่ได้ ใช้ค่าผลผลิตหรือค่าการคงอยู่ผิด จับคู่วัตถุดิบกับอาหารในฐานข้อมูลผิดตัว หรือนับค่าที่ไม่มีข้อมูลเป็นศูนย์ น้ำมันทอดยังเป็นตัวอย่างที่ดีว่าทำไมวิธีปรุงจึงสำคัญ อ่านต่อที่ เลือกน้ำมันปรุงอาหารอย่างไร

ฉลากคลาดเคลื่อนได้แค่ไหน

หน่วยงานกำกับดูแลจึงกำหนดเกณฑ์คลาดเคลื่อน คือค่าที่วัดได้ต่างจากค่าบนฉลากได้มากเพียงใด แนวทางของคณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดช่วงต่อไปนี้สำหรับอาหารทั่วไป (ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) โดยรวมความไม่แน่นอนของการวัดแล้ว

สารอาหารปริมาณต่อ 100 กรัมความต่างที่ยอมรับ
คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล โปรตีน ใยอาหารน้อยกว่า 10 กรัม± 2 กรัม
10–40 กรัม± ร้อยละ 20
มากกว่า 40 กรัม± 8 กรัม
ไขมันน้อยกว่า 10 กรัม± 1.5 กรัม
10–40 กรัม± ร้อยละ 20
มากกว่า 40 กรัม± 8 กรัม
ไขมันอิ่มตัวน้อยกว่า 4 กรัม± 0.8 กรัม
4 กรัมขึ้นไป± ร้อยละ 20
โซเดียมน้อยกว่า 0.5 กรัม± 0.15 กรัม
0.5 กรัมขึ้นไป± ร้อยละ 20

อาหารที่แสดงโปรตีน 15 กรัมต่อ 100 กรัม จึงยังอยู่ในเกณฑ์ ถ้าห้องปฏิบัติการวัดได้ระหว่าง 12 ถึง 18 กรัม แนวทางยังระบุว่าค่าที่แสดงควรใกล้ค่าเฉลี่ยของหลายรุ่นการผลิต ไม่ใช่ที่ขอบของช่วง และสำหรับไขมัน น้ำตาล และเกลือ ไม่ควรแสดงค่าที่ขอบล่างเมื่อค่าเฉลี่ยจริงสูงกว่า ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางการตรวจสอบของสหภาพยุโรป ประเทศไทยมีกฎเรื่องฉลากโภชนาการของตนเอง และบทความนี้ไม่ได้อธิบายเกณฑ์คลาดเคลื่อนตามกฎหมายไทย

ใช้ตัวเลขบนฉลากอย่างไร

ใช้เปรียบเทียบเมนูและวางแผนทั้งวัน ไม่ต้องกังวลกับทศนิยม ความต่างไม่กี่กรัมระหว่างอาหารสองจานที่คล้ายกันเป็นเรื่องปกติ และตลอดสัปดาห์ ค่าที่ขึ้นลงของแต่ละแพ็กมักเฉลี่ยกันไป วิธีเทียบอาหารที่ขนาดต่างกันอยู่ใน ต่อแพ็ก ต่อ 100 กรัม ต่อครั้ง และเรื่องโปรตีนโดยเฉพาะอยู่ใน เปรียบเทียบโปรตีนต่อจาน

แคลอรีและสารอาหารบนแพ็กของเราคำนวณจากสูตร (วัตถุดิบและน้ำหนัก) ไม่ได้วัดในห้องปฏิบัติการ ตัวเลขจึงบอกค่าของสูตรและปริมาณที่วางแผนไว้ เป็นแนวทางที่ดีในการเลือกอาหาร แต่เช่นเดียวกับค่าบนฉลากทุกแบบ ไม่ว่าคำนวณหรือวัด ก็ไม่ได้รับประกันปริมาณที่แน่นอนของทุกแพ็ก

แหล่งอ้างอิง

  1. Guidance document on tolerances for nutrient values declared on a label (December 2012) · European Commission, DG Health and Consumers · 2026-10-23
  2. Recipe and other calculations (course slides, updated January 2021) · FAO/INFOODS (U. R. Charrondiere) · 2026-10-23
  3. Tables on weight yield of food and retention factors of food constituents for the calculation of nutrient composition of cooked foods (2002) · Bundesforschungsanstalt für Ernährung (A. Bognár) · 2026-10-23
  4. USDA Table of Cooking Yields for Meat and Poultry, Release 2 (2014) · USDA Agricultural Research Service · 2026-10-23

เพิ่มเติมในหมวด: โภชนาการและการเลือก →